การดูแลและการรักษาโรคงูสวัดอย่างถูกต้อง

การดูแลสุขภาพของผู้สูงอายุเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกคนในครอบครัวต้องช่วยกัน อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้ว ผู้สูงอายุนั้น มีความเสื่อมสภาพของทุกส่วนในร่างกาย และต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิดของคนในครอบครัว สำหรับผู้ที่พบว่าเป็นโรคงูสวัด อยากรู้ว่าควรปฏิบัติตัวเช่นไรนั้น วันนี้เรามีวิธีการดูแลตัวเองแบบง่าย ๆ พร้อมวิธีการรักษาอย่างถูกต้องมาฝากกันค่ะ

การดูแลและการรักษาโรคงูสวัดอย่างถูกต้อง

เมื่อเป็นโรคงูสวัด ควรปฏิบัติตัวดังนี้

  1. หากพบว่ามีไข้ หรืออาการปวดมาก ควรทานยาบรรเทาอาการปวดทันที
  2. หากมีอาการปวดแสบปวดร้อน ควรรีบหายาทาแก้ผดผื่นคัน ก็จะช่วยบรรเทาอาการแสบให้ลดลงได้
  3. ควรตัดเล็บให้สั้น เพื่อป้องกันการเกาจนเกิดเป็นแผล ซึ่งส่งผลให้เกิดภาวะโรคอื่นแทรกซ้อนได้
  4. เมื่อพบว่าผื่น หรือตุ่มใสเกิดขึ้นบริเวณใบหน้า และดวงตา ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาในทันที

วิธีการรักษา

ผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 50 ปี หรือพบว่าโรคงูสวัดขึ้นบนใบหน้า แพทย์จะให้กินยาต้านไวรัส ภายใน 48 – 72 ชั่วโมงหลังเกิดอาการ วิธีนี้จะช่วยลดความรุนแรงลงได้ และย่นเวลาให้หายเร็วขึ้น รวมถึงอาจช่วยลดอาการปวดเส้นประสาทแทรกซ้อนในภายหลังได้

สำหรับผู้สูงอายุที่เป็นโรคงูสวัดขึ้นที่ตา ควรปรึกษาจักษุแพทย์ ซึ่งจะให้กินยาต้านไวรัส และยาหยอดตาที่เข้ายาต้านไวรัส เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนทางตา

ภาวะแทรกซ้อน

ส่วนมากจะมีอาการปวดประสาทหลังเป็นงูสวัด (Post herpetic neuralgia) จะพบประมาณ 10 – 15% ของผู้เป็นโรคงูสวัด พบมากในผู้สูงอายุที่มีอายมากกว่า 50 ปี ถึง 50% และผู้สูงอายุที่มีอายุ 70 ปี ถึง 70% ยิ่งมีอายุมากขึ้นก็ยิ่งมีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นนั่นเอง

ส่วนภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ที่อาจพบได้มีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน เนื่องจากใช้เล็บแกะเกา หรือการดูแลผื่นตุ่มไม่ถูกต้อง ทำให้หายช้า และกลายเป็นแผลได้ สำหรับผู้ที่เป็นงูสวัดขึ้นตา อาจทำให้เกิดกระจกตาอักเสบ แผลกระจกตา ม่านตาอักเสบ ต้อหิน ประสาทตาอักเสบ ถึงขั้นทำให้สายตาพิการได้ สำหรับผู้สูงอายุที่มีอาการนานหลายเดือน อาจกระจาย เข้าสู่สมอง และอวัยวะภายใน อย่างเช่น ปวดตับ เป็นอันตรายถึงเสียชีวิตได้

การป้องกันโรคงูสวัด

การป้องกันโรคงูสวัดอย่างถูกต้อง โดยการฉีดวัคซีนป้องกันอีสุก อีใส – งูสวัด ตั้งแต่อายุ 1 ขวบ ซึ่งฉีดเพียง 1 เข็ม สามารถป้องกันได้ตลอดชีวิต ถ้าฉีดตอนอายุมากกว่า 13 ปี ควรฉีด 2 เข็ม ห่างกัน 4 – 8 สัปดาห์ แต่การป้องกันอาจไม่ได้ผลสำหรับผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปี ที่มีโรคประจำตัว และสุขภาพร่างกายอ่อนแอ ทำให้เชื้อไวรัสดังกล่าวสามารถเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย ดังนั้น ผู้สูงอายุต้องดูแลตัวเองให้มากขึ้น ออกกำลังกายเป็นประจำ และเลือกรับประทานแต่อาหารที่มีประโยชน์สำหรับร่างกาย ที่สำคัญควรทำจิตใจให้สงบ ผ่อนคลายความเครียดและเลิกคิดมาก เป็นกังวล เพียงเท่านี้ เราเชื่อคุณจะสามารถห่างไกลจากโรคต่าง ๆ ได้อย่างแน่นอนค่ะ

Leave a Reply